สิงหาคม 01, 2014, 04:49:09 PM
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน *

บทความน่ารู้ เกี่ยวกับ "แสง ,การวัดแสง"
หน้า: [1] 2   ลงล่าง
  พิมพ์  

  บทความน่ารู้ เกี่ยวกับ "แสง ,การวัดแสง"
ผู้เขียน ข้อความ
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:15:13 PM »

บทความน่ารู้ เกี่ยวกับ "แสง ,การวัดแสง"




ที่มา...........http://digitalcamera.co.th
 announce announce announce





เครดิตท่าน.......Pinkim
 Thanks Thanks Thanks
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:16:48 PM »

แสง


มีคำถามยอดฮิตตามเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายรูป ที่พบซ้ำไปซ้ำมา แต่ผมคิดว่าคนเราไม่ได้รู้อะไรมาตั้งแต่เกิด จึงเกิดคำถามกันได้ แต่ทว่าถ้ามีคนถามบ่อยๆ และหลายๆ คนคง เมื่อย และเกิดอารมณ์ เบื่อ กันทุกคนที่สามารถตอบคำถามนั้นๆ ได้เป็นแน่ ดังนั้นนี่เป็นที่มาของการทำบทความที่เน้นความเรียบง ่าย แต่ชัดเจนให้แก่ทุกท่านที่มีความสนใจ อยากบันทึกภาพ เบื้องต้นไม่มาก็น้อย
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:17:31 PM »

ปฐมบทแห่งธรรมชาติ
แรกเริ่มเรามาทำความเข้าใจความหมายของการถ่ายภาพกันด ีกว่า
การบันทึกภาพก็คือการบันทึกด้วยแสงลงบนแผ่นฟิล์ม หรือเรียกว่า analog ก็ได้(แต่เขาไม่ใช้กัน) หรือปัจจุบันเป็นการบันทึกลงหน่วยความจำระบบดิจิตอล (digital) ซึ่งแปลงค่าแสงให้เป็นภาษาคอมฯ อย่างไรผมเองก็ไม่ทราบ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบฟิล์ม หรือดิจิตอล มันก็เพื่อผลสุดท้ายเหมือนกันคือ ได้รูปสักรูป/ใบหนึ่ง มาเชยชม

ระบบกล้องในอดีต เราแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ คือ
1)กล้องแบบ 35 mm SLR (Single-Lens Reflex) ซึ่งก็คือกล้องแบบเปลี่ยนเลนซ์ได้ ใช้ฟิล์มแบบ 135 เป็นกลัก ๆ หนึ่งถ่ายได้ 36 ภาพ หรือมากกว่า ฟิล์มนั้นมี 2 ประเภท คือ แบบ Negative ซึ่งก็คือฟิล์มที่เมื่อถ่ายมาแล้วต้องล้าง และอัดออกมาเป็นภาพถึงจะเห็นเป็นสีได้ และ Positive ซึ่งก็รู้จักกันว่า สไลด์ ถ่ายมาแล้วล้างก็เห็นรูปที่ฟิล์มเป็นสีเลยครับ เอ..ไปเรื่องฟิล์มซะแล้ว
2) กล้องแบบ Medium format คือกล้องที่มีขนาดฟิล์ม แบบ 120 มีขนาดพื้นที่ฟิล์มใหญ่กว่า แบบแรกขึ้นมาอีก ให้รายละเอียดได้กว้างกว่า ชัดกว่า อันเป็นผลมาจากขนาดที่ใหญ่นั่นเอง ลองนึกถึงทีวี 14 นิ้ว กับ 32 นิ้วดู ก็จะนึกออกว่ามันดีกว่าอย่างไร แต่ทว่า กล้องแบบนี้ มีราคาที่ค่อนข้างสูง ทั้งตัวกล้อง และเลนซ์ ขนาดและ นำหนักที่มาก จึงส่วนใหญ่ใช้กับช่างภาพมืออาชีพในสตูดิโอเป็นส่วนใ หญ่ และอีกส่วนนำออกไปใช้นอกสถานที่เหมือนกัน และนำภาพไปขายได้ เพราะอัดได้ขนาดใหญ่กว่าโดยที่เม็ดสีไม่แตก หรือมีเกรนแตกนั่นเอง(ส่วนใหญ่แมคกาซีนที่ขายกันอยู่ ในท้องตลาด ทั่วโลกก็ใช้ฟิล์มแบบนี้)
3) กล้องแบบ Large format หรือกล้องวิว กล้องแบบนี้น้อยคนนักจะได้ใช้ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรค์กับผุ้ที่มีใจรัก เพราะถ้าเทียบเรื่องคุณภาพภาพที่จะได้กับกล้องแบบนี้ ถือว่าสูงที่สุดในกลุ่ม และก็สามารถปรับมุม Tilt เลื่อนมุมได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอนแบบที่กล้องทั้ง 2 อย่างข้างต้นให้ได้ไม่เท่า แต่ทว่าทุกอย่างมีดีก็ต้องมีเสีย นั่นคือขนาดของมัน และอุปกรณ์ ที่หนักพระกาฬรวมถึงการควบคุมที่ต้องชำนาญ(ไม่ใช่เรื ่องวัดแสง) เพราะฟิล์มที่ใช้เป็นแบบแผ่น (Sheet) ที่มีขนาด 4x5, 8x10 นิ้วคงไม่ต้องพูดถึงราคา และความแม่นที่ต้องสูงตามไปด้วย ขอแนะนำสำหรับผู้ที่ถวิลหาความสุดยอด และมีความชำนาญในหลักพื้นฐานอย่าช่ำชองเท่านั้น
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:20:14 PM »

การเกิดภาพ

กล้องสปาย กล้องแบบนี้เขาคงทำไว้ให้ 007 ใช้เป็นแน่ หลายๆ คนคงคิดอย่างนั้น แต่ที่จริงยังมีกล้องสปายที่ยังคงโด่งดังและมีขายอยู ่ในท้องตลาดจริง นั่นคือ กล้อง Minox กล้องแบบนี้มีขนาดเล็กมาก มากแค่ไหนลองค้นหาในอินเตอร์เน็ตเพื่อดูขนาดได้ครับ แต่ผมไม่เคยใช้หรอกนะคิดว่าคุณภาพคงดีกว่าขนาดเป็นแน ่จึงคงยืนหยัดอยู่ในตลาดและยังคงมีคนนิยมซื้อหาอยู่น ่ะครับ

กล้องพาโนรามา (Panorama) ที่ดังก้องในโสตประสาทผมไม่วายนั่นคือ Linhoff ผลิดจากประเทศเยอรมันครับ คุณภาพของมันนั้นไร้คำบรรยาย กล้องประเภทนี้นักถ่ายภาพประเภท Landscape สักครั้งในชีวิตควรได้ลองพกไปถ่ายดู (หากมีตังค์นะ) เสนอราคารวมเลนส์ก่อนที่เงินบาทจะลอยตัวอยู่ที่...อื มม..เกือบแสน เห็นจะได้ครับ คุณภาพที่ผมยกย่องมากที่สุดคือคุณภาพเลนซ์ครับ แบรนด์อื่นๆ ก็มี Fuji ที่คุณๆ เห็นตัวอย่างในนิตยสาร อสท. หน้ายาวๆ นั่นแหละแต่ของ Fuji จะถูกกว่าหน่อย แต่คุณภาพภาพประทับใจดีครับ พูดมาซะยาว ไม่ได้บอกเลยว่ากล้องประเภทนี้ก็จัดเป็นกล้อง Medium format นั่นแหละ แต่ด้วยความที่มันสามารถถ่ายภาพ 1 ช็อตได้ยาว(แนวนอน)เป็นพิเศษ คือฟิล์ม 120 ม้วนหนึ่งคงถ่ายได้ประมาณ 4 ช็อตนะครับ เปลืองดีไหมละ

กล้องแบบจุลทรรศ์ กล้องส่องทางไกล กล้องดูดาวอะไร หรือแม้แต่กล้องทางการทหาร ผมขอยกเว้นไม่พูดถึงนะครับเพราะมันไกลตัวไปหน่อย

เอาละๆ ไปพูดอะไรที่ไม่ได้ช่วยอะไรให้คนถ่ายรูปได้ดีขึ้นมาเ ลย แต่ผมคิดว่ามันก็เป็นเกร็ดที่ไม่ควรมองข้ามนะครับ ทีนี้มากล่าวถึงกระบวนการเกิดภาพกันเลย บางคนคงคิดว่าผมจะมาด้วยหลักวิชาการทางเคมี หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมบอกเลยว่าไม่ครับ ผมชอบพูดแต่แก่นไปเลยดีกว่า ผมขอเริ่มต้นกับคนกับกล้องก่อนครับ เอ่อ แหงละ ไม่มีสองสิ่งนี้ ภาพมันจะเกิดได้อย่างไรละ โอ้ ไม่สิ ยังลืมตัวเอกไปได้อย่างไร อะไรรู้ไหมครับ แสงไงครับ คราวนี้ใครทักว่ามองหา (พระ)แสงอะไรจะได้บอกว่ามองหารูปอยู่เว้ย นั่นว่าเข้าไป
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:21:17 PM »

แสง แสง แสง
ลองจำลองกล่องๆ หนึ่งขึ้นมาในมโนภาพนะครับ กล่องๆ นี้ข้างในมืดมากซ์ๆๆๆ ครั้นมีคนมือบอนนำเข็มมาเจาะ 1 จุด โอ้ ไม่น่าเชื่อเลย เกิดรูปทรงแสงเดินทางเข้ามาในกล่องๆ นั้น ตอนนี้คุณมีแป้งเย็นทางตัวหลังอาบน้ำไหมครับ โปรยเข้าไปโอ้คราวนี้เห็นกลุ่มฝุ่นแป้งฝุ้งไปหมดในกล ่องนั่น มีพัดลมไหมครับ เอามาเป่าจะเห็นความเคลื่อนไหวของฝุ่นปลิวไปมาเลยละ จากการจำลองแบบนี้ราวกับให้คุณลองเป็นผู้สร้างโลกใบน ี้ เพราะสถานะการณ์แบบนี้มันช่างเหมือนกับตอนที่ฟ้ารั่ว และเมฆฝนอึมครึมเคลื่อนตัวผ่านแสงอาทิตย์ที่สาดส่องอ ยู่นั่นกระไร สถานการณ์แบบนี้ก่อให้เกิดรูปทรงให้ภาพสวยงามมากต่อม าก(เพราะมันไม่เกิดบ่อยๆ นะซิครับ)

ที่ผมให้คุณนึกภาพตามเพราะจะให้คุณนึกภาพได้ว่า ถ้ากล่องๆ นั้นมืดสนิท ไม่เห็นอะไร ไม่มีภาพอะไรเลย

ภาพเกิดขึ้นได้เกิดจากแสงจาก พระอาทิตย์ หรือสุริยะเป็นตัวเอกครับ บางคนเถียงขึ้นมา บ้านฉันมีไฟฉาย โอ้...มามุขนี้ยอมครับ ยอมให้คนหนึ่งครับ กลับมาวิชาการต่อ คือแสงนี่แหละที่ก่อให้เกิดการเห็นรูปทรง ถ้าคุณรู้จัก แสง
คุณถ่ายภาพได้แน่นอนครับ

ประเภทของแสง
แสงมีอยู่สองจำพวกครับในโลกนักถ่ายภาพนี้ คือแสงที่เกิดขึ้น หรือที่ผมคิดว่าคือแสงแหล่งกำเนิด (Incident Light) และแสงตกกระทบ (Reflected Light) มันต่างกันอย่างไรใช่ไหมครับ ที่จริงมันก็คือตัวเดียวกันนั่นแหละ(ยกเว้นต้นกำเนิด แสงจะไม่ใช่ตัวเดียวกัน เช่นแสงไฟที่มนุษย์ทำขึ้นมาเอง) ผมยกตัวอย่างให้เห็นชัดนะครับ เริ่มต้นพระอาทิตย์รุ่งอรุณเริ่มกระโดดขึ้นขอบฟ้า ส่ง แสง เดินทางมาแล้วครับท่านผู้ชมซึ่งตอนนี้แสงนี้ยังมาไม่ ถึงโลกนะ แสงที่เดินทางมาจากพระอาทิตย์นี้แหละที่เรียกว่า Incident Light (ขออภัยที่ผมอยากทับศัพท์ไปเลย)ครับ ส่วนแสงที่เดินทางมาไปชนสิ่งของ ต้นไม้ อะไรต่อมิอะไรให้เราเห็นเป็นรูปทรงขึ้นมาได้นี่คือแส งตกกระทบ หรือ Reflected Light เอ..แล้วมาแบ่งหา ...แสงทำไม ก็เพราะเรื่องนี้มันจะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการวัดแส งต่อไปนะซิครับ ถ้าใครใช้ไฟแฟลชในสตูดิโอ ซึ่งควบคุมกำลังได้ คุณก็ถือว่าแสงไฟในสตูดิโอนั่นแหละเป็น Incident Light

ฤทธิ์เดชของแสงมันไม่มีเท่านี้หรอกครับ นี่มันแค่ออเดิฟ แต่ผมอยากบอกว่าไม่มียากเกินความเข้าใจครับ เพราะฉะนั้นไปกันต่อในคราวต่อไปกับคุณภาพแสงต่อนะครั บ สัญญาว่าจะมาเขียนต่อไม่เกิน 3 ส.ค. 48 ครับ
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:21:55 PM »

คุณภาพแสง

คุณเคยไปซื้อเสื้อ ซื้อผลไม้ไหมครับ มันต้องเคยบ้างซิน่าไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง คุณเคยนิยาม คุณภาพของๆ ที่คุณซื้อหาไหมครับ ว่าอะไรเรียกว่ามีคุณภาพ อะไรเรียกว่าไม่มีคุณภาพ

แสงก็เหมือนกันครับ ใช่ว่าจะมีคุณภาพตั้งแต่เช้าจรดเย็น มันมีช่วงเวลา และก็เป็นหน้าที่ของคนรักการถ่ายภาพอย่างเราๆ ท่านๆ ที่จะต้องหาเวลาคุณภาพแสงเหล่านั้นให้เจอ และบันทึกไว้ให้จงได้ ตั้งปฎิฐานไว้ก่อนครับ ทำทีหลัง

แสงที่ผมจะพูดถึงก่อนคือแสงธรรมชาตินะครับ ช่วงเวลาที่ถือได้ว่าเหมาะสมสำหรับประเทศไทยนะ ประเทศอื่นผมไม่อาจแนะนำเพราะไม่เจนพอ คือช่วงเช้าตรู่ และช่วงโพล้เพล้ เหมาะแก่การถ่ายภาพวิว ส่วนช่วงสายๆ สักแปดโมงถึงสิบโมงเช้า นี่เหมาะกับการถ่ายภาพบุคคลเพราะไม่แรงมากนักและผู้ท ี่เป็นแบบหน้าตายังสดใส เพราะเพิ่งตื่นมานั่นเอง ใครที่อยากได้ไฮไลต์กับผม (Hair) ถ้าพลาดช่วงดังกล่าวก็มาหาช่วงเวลาบ่ายแก่ๆ ชนิดถือไม้เท้าเดินก็ได้ เอ้ามุขไป 1 ดอก ก็ไม่น่ารังเกียจ ลองหลับตานึกช่วงไปปิคนิคก็ได้ครับ ส่วนตอนกลางวันนั้นควรหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพ เพราะแสงแรงมาก และตำแหน่งแสงมันตั้งฉากอยู่บนหัวพอดี ดังนั้น คุณจะได้เงาแข็งๆ มาด้วย ซึ่งของแถมนี้ไม่ยักกับมีคนอยากได้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามคุณภาพแสงตอนเที่ยงที่บางคนขยาดนั้น ผมพบว่ามันคือช่วงเวลาที่ดีสำหรับการถ่ายภาพเชิง Infrared มากๆ ผมไม่สามารถเขียนให้ความรู้เรื่องนี้ได้ แต่คุณสามารถหาอ่านจากแหล่งความรู้ที่มีผู้รู้ที่เก่ งด้านนี้ในเว็บไซต์อยู่แล้ว โดยรวม คุณภาพแสงที่ดีคือให้รูปทรง มิติและสีของภาพที่คุณอยากจะบันทึก ไม่จืด ไม่มากเกินไปครับ
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:22:24 PM »

เมื่อเข้าใจเรื่องแสงแล้วทีนี้เรามาพูดถึงเรื่องกล้อ งและเลนส์กันเลย การทำงานของกล้องนั้นถ้าขาดเลนซ์ซึ่งเป็นตัวรวมแสงแล ะก่อให้เกิดภาพกับฟิล์ม หรือกับตัวรับภาพ (CMOS, CCD, etc) ก็ไม่สามารถทำให้เกิดภาพได้ โดยที่ดังเดิมแล้วระบบของกล้องถ่ายภาพถือกำเนิดมาแบบ กลไก ไม่ใช่อิเลคโทรนิค หากคุณมีคุณตา คุณอาที่สะสมกล้อง คุณจะเห็นได้ว่าความเก๋า (Classic) และมนต์เสน่ห์ของระบบที่พึ่งพาไฟฟ้าน้อยมากนั้นน่าทึ ่งเพียงใด อย่าทำเป็นเล่นนะครับ กล้องสมัยนี้พัฒนามาสู่ยุคดิจิตอลแล้ว แต่ล้วนแล้วอาศัยไฟฟ้าเป็นสำคัญยิ่งทั้งนั้น ถ้าคุณไม่มีแบต ก็คงได้แต่มองดูวิวสวยๆ หรือภาพที่อยากถ่ายนั้นผ่านไปอย่างอาดูร ไม่เหมือนกล้องกลไกที่คุณยังสามารถถ่ายภาพโดยไม่ต้อง อาศัยแบตเตอรี่ เรื่องวัดแสงเขามีกฎอย่าง ซันนี่16 หรือถ้ามีประสบการณ์อยู่แล้วก็พอกะๆ ค่าเอาได้ครับ ทำให้มันเป็นเพื่อนที่เชื่อใจได้มากที่สุด หรืออย่างน้อยก็ทนกว่ากล้องอิเล็กทรอนิกส์ปัจจุบันรุ ่นใหม่ๆ อยู่มากโขละ (ดูเหมือนจะอยากระบายความอัดอั้นตันใจอย่างไรไม่รู้)

กลับมาที่กล้องต่อครับ ผมจะไม่พูดถึงเรื่องการเกิดภาพบนแผ่นฟิล์มเมื่อแสงมา ตกกระทบที่ตัวเนื้อฟิล์มที่มีการเปิดรับแสง (Exposure) หรือกับตัวรับภาพและชิพประมวลผลในกล้องดิจิตอล เพราะเนื้อหาส่วนนี้หาอ่านได้ไม่ยากนัก แต่ถ้ามีใครสงสัยก็ถามกันมาได้ครับจะเข้ามาตอบให้ต่า งหากดีกว่า

ขอแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับศัพท์ที่จะคุ้นหูไปจนกว่า จะเลิกถ่ายภาพสองคำนั่นคือ รูรับแสง (Aperture) และความไวชัตเตอร์ (Shutter speed) กัน คำสองคำนี้แตกต่างกันอย่างไรและมีความหมายอย่างไร
รูรับแสง และความไวชัตเตอร์เป็นคู่ฝาแฝดที่คลานตามๆกันมาตั้งแ ต่เกิด เป็นเสมือนประตูทางเข้าของแสง และตัวควบคุมจังหวะช้าหรือเร็วอะไรทำนองนี้ รูรับแสงจะชอบอยู่ที่เลนซ์มีตัวเลขที่คุ้นๆ กัน ตั้งแต่ f 1.0, f 1.4, f 2.0,
f 2.8, f 4, f 5.6, f 8, f 11, f 16, f 22, f 32, f 64 ถ้าใครเห็นตัวเลขมากกว่านี้อีกขอให้ทำใจว่าคงไม่มีปั ญญาจะไปใช้ ตัวเลขที่น้อยบอกเราว่ามันเป็น เลนซ์ที่ไวแสง ถ้าตัวเลขมากก็ เลนซ์ช้าแสง (ผมว่างั้นเองนะ) ด้วยคุณสมบัติความไวแสงนี่เองที่กำหนดความยากในการผล ิต เพราะผู้ผลิตเลนซ์ต้องควบคุม ออกแบบ และแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับตัวเลนซ์อย่างรัดกุม และพิถีพิถันมากกว่าเลนซ์ที่ไวแสงน้อย ทำให้คุณจะพบว่าราคาค่าตัวของเลนซ์ไวแสงนั้นสูงเป็นเ งาตามตัว ความไวแสงที่ว่าทำให้โอกาสที่ช่างภาพจะบันทึกภาพภายใ ต้สภาพแสงน้อยได้โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง หรือได้ความไวชัตเตอร์ที่ทำให้ภาพไม่สั่นไหวนั้นดีกว ่า บางคนก็สงสัยต่ออีกว่าไอ้ตัวเลขนั่นทำไมต้องเป็นเลขน ั้นเท่านั้น ทำไมไม่เป็นเลขอื่น คำตอบและคำแนะนำของผมคือ ไปอ่านประวัติการถ่ายภาพและการคิดค้นกล้องในหนังสือต ่อครับ สำหรับผมผมคิดว่ามันไม่มีนัยสำคัญที่จะต้องพิสูจน์ไป ถึงต้นตอ เพราะทุกวันนี้ก็ใช้ตัวเลขเหล่านี้ถ่ายรูปได้แบบสบาย ดีอยู่ครับ อ้อ ระยะห่างระหว่างตัวเลข เช่นจาก f 2.8 ไปถึง
f 4 นั้นเรียกว่า ห่างกัน 1 สตอป (Stop) นะครับ ใครเจอตัวเลขแปลกเช่น f 3.5, f 5 ก็อย่าตกใจที่จริงมันเป็นความห่างระหว่าง ½ สตอปครับ
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:23:35 PM »

ความไวชัตเตอร์

ที่ควบคุมอยู่ที่ตัวกล้อง (Body) นั้นมีตัวเลขแตกต่าง เพราะเป็นเรื่องความเร็วก็ต้องมีเวลาเป็นตัวบอก ทีนี้หลักๆที่เคยพบเจอมาก็เริ่มกันตั้งแต่ 15 วินาที, 8 วิ, 4 วิ, 2 วิ, 1 วิ, ½ ¼ 1/8 1/15 1/30 1/60 1/125 1/250 1/500 1/1000 1/2000 1/4000 1/8000 ส่วนตัวเลขที่อยู่ระหว่างนั้นบางตัวเช่น 1/80 ที่หลายคนพบในกล้องดิจิตอลก็ไม่ใช่เลขลูกเมียน้อยแต่ อย่างใด แต่หมายถึงการแบ่งย่อยเศษในเสี้ยววินาทีออกเป็น ½ หรือ1/3 สตอป เพื่อการชดเชยแสงก็ดี หรือทำให้ค่าแสงพอดีก็ดี (อันนี้จะอธิบายละเอียดในขั้นตอนการชดเชยแสงต่อไป)

ทีนี้เราจับเอาทั้งรูรับแสง และความไวชัตเตอร์มาอธิบายกันต่อไปว่ามันทำงานควบคู่ กันอย่างไร และมีผลอะไร
จำให้ดีนะครับ หลักพื้นๆ ก็คือ รูรับแสงที่เลนซ์นั้นมีไว้ควบคุมระยะชัดตื้น ชัดลึก และชัดเละ อันหลังนี่ผมหมายถึงความละเอียดในระดับที่มีดเรียกว่ าพี่ นั่นคือตัวอย่างถ้าคุณใช้รูรับแสงที่ f2.8 ระยะชัดตื้นจะมาก และระยะชัดลึกจะน้อย ในทางกลับกัน ถ้าคุณใช้รูรับแสงที่ f32 คุณจะได้ระยะชัดลึกมาก และชัดตื้นน้อย สังเกตเห็นอะไรไหมครับ มันแป็นเกมครับ ด้านไหนเพิ่ม อีกด้านลด ขอให้จำตรงนี้ไว้ให้ดี มันเป็นหลักที่จะนำไปใช้ได้ต่อๆ ไป ทีนี้ขอกลับมาอธิบายเรื่องชัดตื้นและชัดลึกที่บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจ ผมเชื่อว่าคุณต้องเคยอ่านหนังสือพิมพ์กันบ้าง อย่างน้อยก็ข่าวแวดวงกีฬา คุณเคยเห็นภาพของเดวิด เบ็คแคมในจังหวะ เตะบอลในหน้าหนังสือพิมพ์ชนิดตัวเด้งออกมาจากฉากหลัง ไหมครับ นั่นแหละครับที่ผมเรียกว่าระยะชัดตื้น แต่ในอีกมุมหนึ่งคุณไปเปิดนิตยสารบ้านและสวน หรือนิตยสารท่องเที่ยวที่มีรูปภาพวิวทิวทัศน์สวยๆ ชนิดเห็นทุกอย่างในภาพชัดเจนตั้งแต่บ้านไปจนถึงวิวด้ านหลังที่อยู่ไกลลิบ อย่างนั้นผมเรียกว่าภาพมีความชัดลึก ชัดเจนไหมครับ

ทีนี้ขอกลับมาที่ภาพข่าวกีฬาของเดวิด แบ็คแคมอีกที ภาพๆ นี้บางคนถามว่าทำไมถึงต้องเป็นภาพที่เน้นชัดตื้น ชัดลึกไม่ได้เหรอ คำตอบคือได้ครับทำไมจะไม่ได้ แต่คุณอาจไม่ได้ภาพที่คมนิ่ง หรือหยุดการเคลื่อนไหวของตัวแบบได้ฉะงัดนัก กอปรกับคุณจะเห็นฉากหลังที่ไม่เบลอมีหน้าแฟนบอลยืนแย ่งความเด่นของแบบอีก ทำให้จุดสนใจของภาพมีมากเกินไปครับ ด้วยความที่ถ้าเราเลือกใช้รูรับแสงที่กว้าง เช่น 2.8 ก็จะทำให้ได้ค่าความไวชัตเตอร์มันสูงขึ้นตาม ผลก็คือคุณสามารถหยุดเหตุการณ์ลงบนฟิล์มได้อย่างเหมา ะเจาะและคมชัดครับ
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:24:40 PM »

ความสัมพันธ์ระหว่างรูรับแสง และความไวชัตเตอร์

ผมขอให้คุณทำความเข้าใจให้ถี่ถ้วนกระบวนความจากเรื่อ งข้างต้น และมาเรียนรู้ต่อถึงเรื่องความสัมพันธ์แบบกิ๊กที่ทั้ งสองทีให้แก่กันต่อไปดังนี้

ความสัมพันธ์แบบผกผัน นั่นก็คือถ้าคุณ เพิ่มด้านไหน อีกด้านลดลงทันที ตัวอย่างเช่น

เมื่อคุณได้ค่าวัดแสง(ยังไม่ต้องตกใจนะ เรื่องการวัดแสง จะพูดในตอนต่อไปแน่ๆ)ที่จะถ่ายรูปที่ f 2.8, s 1/500 ค่าที่เหมือนๆ กันกับค่านี้คือ
f 4, s 1/250
f 5.6, s 1/125
f 8, s 1/60
f 16, s 1/ 30
…
ความแตกต่างของค่าเหล่านี้ก็คืออะไรครับ คนที่อ่านเข้าใจข้างต้นคงรู้คำตอบแล้ว

ถ้าจะไม่กล่าวถึง iso เลยก็คงไม่ใช่คนแล้ว (อะไรขนาดนั้น) ทั้งค่ารูรับแสง และความไวชัตเตอร์ ที่ผมอ้างอิงข้างต้นเป็นค่าที่ iso 100 ค่าๆ นี้มันย่อมาจากอะไรผมจำไม่ได้แล้ว แต่รู้ว่ามันเป็นตัวที่บอกความละเอียดของภาพ และความไวแสงของฟิล์มที่เราต้องตั้งให้กล้องรู้ไว้ว่ าเราใช้ฟิล์ม iso อะไร หรือถ้าเป็นกล้องดิจิตอลก็เป็นการบอกกล้องว่าจะใช้คว ามไวของตัวรับภาพที่เท่าไหร่ จำไว้ว่ายิ่งค่า iso สูงมากเท่าไหร่ เกรน และความละเอียดก็จะหยาบขึ้นไปเท่านั้น (ดิจิตอลคือ noise สูง) ใน iso กลับกันคุณจะได้ภาพที่มีเกรนและความละเอียดที่ดีจนถึ งดีเยี่ยมเลย (ดิจิตอลคือ noise ต่ำ) ประโยชน์ของ iso นั้นยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เราใช้วิธีการ push และ pull ในกรณีคนที่ใช้ฟิล์ม กับ iso เช่นในกล้องที่ใช้อยู่มีฟิล์ม iso 100 แต่ต้องไปถ่ายงานคอนเสิรต์เปิดอัลบัม เอ...ทำไงดีหว่า จะไปกางขาตั้งกล้องเพื่อถ่ายคงไม่มีที่แน่ ต้องถือถ่าย แต่ความไวแสงของฟิล์มแค่นี้ สั่นแน่ ได้ความไวชัตเตอร์ที่ต่ำแน่ อืมม..เอาละกดบอกกล้องไปเลยว่าใช้ iso 400 แล้วค่อยไปบอกกับร้านล้างฟิล์มว่า push 2 stops นะพี่ทีหลัง ทีนี้ได้ความไวที่พอจะจับภาพได้บ้างละน่า ตรงกันข้าม ถ้ามีฟิล์ม iso 400 แต่ดันต้องไปถ่ายภาพน้ำตก ด้วยความไวฟิล์มมากขนาดนี้ จะถ่ายสายน้ำให้พริ้วสวยๆ ได้อย่างไร คงถ่ายได้แต่ภาพน้ำแข็งทื่อเป็นแน่ ไม่สวย เอ้า..วะ กดบอกกล้องว่าใช้ iso 100 แล้วตอนเอาฟิล์มไปล้าง บอกร้านล้างว่าพี่ pull 2 stops พี่ เท่านั้นแหละก็สมปองหมาย และนี่คือประโยชน์และบทบาทของ iso ครับ ส่วนผู้ใช้กล้องดิจิตอลนั้นก็รู้ศัพท์นี้ไว้จะได้รู้ ที่มาที่ไป ถึงแม้ว่าจะไม่ต้องไปล้างรูปแล้วก็ตาม

ครั้งต่อไป(เจอกันทุกจันทร์)จะว่าด้วยเรื่องของการวั ดแสง ที่ถือว่าใครวัดแสงได้เก่ง จักสามารถควบคุมแสงได้อย่างใจต้องการ ว่าไปนั่นเชียว เออ...ถือว่าเป็นกระทิทีเดียวนะครับ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:26:14 PM »

การวัดแสง (Metering)

ทำไมต้องวัดแสง นั่นคือคำถามที่หลายๆ คนสงสัย ผมตอบแบบง่ายๆ ว่า ถ้าคุณรู้ว่าแต่ละช่วงเวลา แสงมีความแรงแตกต่างกัน อาจสว่างมาก หรือน้อยไม่เท่ากัน ผมก็คิดว่าคุณคงรู้แล้วว่าทำไมค่าเพียงค่าเดียวทำให้ เราใช้บันทึกภาพได้ไม่ครอบคลุมพอกับสภาพแสงที่หลากหล ายเหล่านั้น ก็พอๆ กับเรารินน้ำลงในแก้วน้ำใบหนึ่ง แล้วเรารู้ได้อย่างไรว่ามันจะเต็มละครับ แก้วขนาดต่างกันยังใช้ปริมาณต่างกันเลย ฟิล์ม หรือตัวรับภาพที่ไวต่อการรับแสงก็ต้องการ การเปิดรับแสงที่แตกต่างกันด้วยประการฉะนี้

ถ้าคุณยังไม่ได้ทำความเข้าใจเรื่อง รูรับแสง และความไวชัตเตอร์ ที่ผมเขียนไว้ในบทความบทก่อนหน้านี้ ผมแนะนำให้กลับไปอ่านตรงนั้นให้เข้าใจก่อน แล้วค่อยมาอ่านสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ เพื่อจุดประสงค์เดียวครับ คือเข้าใจเรื่องถ่ายภาพให้เป็นจริงๆ เสียที

คุณรู้เรื่องการเปิดรับแสง (Exposure) ด้วยตัวควบคุมการเปิดรับสองตัวคือ รูรับแสง (F-stops) และความไวชัตเตอร์ (Shutter speed) อย่าเพิ่งเบื่อศัพท์สองคำนี้นะครับ เพราะถือได้ว่าคุณจะต้องใช้มันไปตลอดอายุการถ่ายรูปข องคุณ ปกติคำถามมักจะอยู่ที่ว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าจะคว บคุมมันให้ได้ ภาพ (Shot) อย่างที่เห็น หรืออย่างที่จะบันทึก ผมขอแนะนำให้รู้จัก Mr. Meter แกทำงานกับสมาคมถ่ายภาพทั่วโลกนี้มานาน และก็สิงสถิตอยู่ในกล้องทุกตัว แต่คุณจะได้ใช้แกตรงๆ หรืออ้อมหรือเปล่าเท่านั้น เดี๋ยวคนอ่านจะสับสน ผมมุขนะครับ ที่จริงผมกำลังพูดถึงเครื่องมือที่จะทำให้เราวัด (Measure) + แสง (Light) บางคนถามว่าใช้ไม้บรรทัดวัดได้ไหม ผมว่าคงได้ที่พระรามเก้าคาเฟ่นะครับ

ตัวมิเตอร์วัดแสงนี้กล้องสมัยก่อน หรือแบบกลไก คุณจะเห็นเข็ม 2 เข็มไม่ด้านล่าง Viewfinder ก็ด้านขวามือ เข็มสองเข็มนี้ เข็มหนึ่งจะมีปลายเข็มเป็นวงกลมกลวงตรงกลาง และอีกเข็มหนึ่งเป็นเข็มยาวธรรมดา เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณเลือกรูรับแสง และความไวชัตเตอร์สัมพันธ์กัน เข็มทั้งสองนี้จะโคจรมาทาบกันพอดี ดูจากรูปประกอบนะครับ



นี่คือสิ่งที่เครื่องวัดแสงบอกว่าแสงพอดีครับ แปลว่าถ้าคุณถ่ายภาพตามค่ารูรับแสง และความไวชัตเตอร์นี้คุณจะได้ค่าแสงที่พอดีแน่นอนครั บ แต่ทว่าคำว่าพอดี มันไม่ดีพอนะครับ เพราะบ่อยครั้งที่บางคนบอกว่าผมก็วัดแสงที่พอดีทำไมไ ด้ภาพที่ไม่ถูกต้อง คำตอบคือวัดผิดที่ครับ
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:27:11 PM »

ทำอย่างไรจะวัดแสงได้ถูกที่ถูกทาง
ก็ตอบง่ายๆ ว่าวัดที่บริเวณที่ควรวัดนะซิครับ และก็ต้องรู้จักด้วยว่าระบบวัดแสงมันมีกี่ระบบ และแบบไหนเหมาะกับแสงแบบไหน ระบบวัดแสงในกล้องปัจจุบันทั้งอัตโนมัติ (Automatic) และปรับแต่งเอง (Manual) หรือแม้แต่ในกล้องดิจิตอล มี 3 ระบบหลักๆ ครับคือ

1)ระบบเฉลี่ยหนักกลาง (Centre-weighted metering)
2)ระบบเมทริก(ขอทีอย่าโยงถึงหนังเลยนะ) (Matrix or Multi-zone metering) หรือแบบเฉลี่ยคำนวณแสงหลายโซนแบบซับซ้อน แต่ไม่ยากที่จะเข้าใจ
3)ระบบเฉพาะจุด (Spot or Partial metering)

ระบบที่ 1 เป็นระบบที่เหมาะกับการวัดแสงในสภาพที่แสงไม่ซับซ้อน หรือภาษาชาวบ้านคือสภาพแสงปกติธรรมดา น้ำหนักของแสงมันสม่ำเสมอ ไม่มีส่วนแตกต่างของน้ำหนักแสงมากนัก ตามชื่อก็คือเฉลี่ยหนักกลางคือมันวัดเฉลี่ยค่าแสงตรง กลางภาพ 75% และอีก 25% เป็นพื้นที่โดยรอบหนักกลางจริงๆ หรือให้ความสำคัญกับค่าตรงกลางเป็นเป็นหลัก

ระบบที่ 2 ระบบนี้ฉลาดขึ้นมาจากการที่ใช้ค่าวัดแสงหลายๆ จุด แล้วแต่เทคโนโลยีของกล้อง ในรายละเอียดแล้วผมขอไม่พูดถึงเพราะเข้าใจการทำงานก็ เพียงพอ ต่อครับ คือ กล้องจะประมวลผลค่าจากจุดวัดแสงที่แต่ละยี่ห้อกำหนดไ ว้หลายๆ จุด(หลายจุดมาก แต่บอกไม่ได้ว่ากี่จุด) มาเฉลี่ยให้ได้ค่าที่เหมาะสม ซึ่งฟังดูแล้วน่าอุ่นใจ และน่าจะปลอดภัยมากที่สุด และดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้วระบบมันก็คือระบบ ยังไงก็ไม่มีใครฉลาดกว่าคุณ หรือรู้จักสิ่งที่มันกำลังถ่ายอยู่บางสภาพแสงอยู่ดีค รับ ระบบนี้เหมาะกับการถ่ายภาพสภาพแสงที่หลากหลายมากขึ้น อาจมีความเปรียบต่างของแสงสูง แต่ไม่มากนักโดยที่ให้ค่าที่ถูกต้องได้พอประมาณ เห็นว่ากล้องดิจิตอลบางรุ่นปัจจุบันมีการนำเอาข้อมูล ถ่ายภาพของรูปภาพในสภาพแสงหลายๆ แบบ ประมวลให้ชิพ (Processor Chip) มีฐานข้อมูลมากยิ่งขึ้นช่วยให้การวัดแสงแม่นยำมากยิ่ งขึ้น เขาว่างั้นนะ แต่ผมแนะนำให้คุณเชื่อมือตัวเองดีกว่าครับ

ระบบที่ 3 ระบบวัดแสงเฉพาะจุด ระบบนี้เหมาะกับการวัดแสงที่สภาพความแตกต่างของแสงมี สูง หรือมีความเปรียบต่างของแสงสูง ระบบนี้เป็นระบบที่ผมคิดว่าแม่นยำมาก แต่ก็ทำให้ได้ค่าที่ผิดที่สุดได้ในคราวเดียวกัน เพราะคุณจะต้องรู้พื้นที่ๆ จะวัดอย่างดีพอ ซึ่งเรื่องนี้ผมมีตัวช่วยครับ
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:31:02 PM »

การที่เรารู้จักเลือกระบบวัดแสงให้เหมาะสมนั้นยังไม่ ดีพอ เราต้องรู้จักพื้นที่ๆ จะวัดด้วย เอ..ผมยังไม่ได้บอกเลยใช่ไหมว่าใช้ตรงส่วนไหนวัด ส่วนใหญ่เซลวัดแสงมันจะอยู่ตำแหน่งตรงกลาง viewfinder นั่นแหละครับ เวลาคุณเล็งไปวัดแสงก็ให้ถือว่าพื้นที่ตรงกลางนั้นเป ็นฐานบัญชาการใหญ่ไว้เลย จะวัดอะไรก็เล็งไปตรงนั้น นี่เป็นหลักเบื้องต้นครับ ทีนี้พื้นที่ๆจะวัดนี่ตรงไหนละ ก็ต้องอธิบายเรื่อง สีเทา 18% ให้ฟังอย่างไม่ต้องสงสัย ในวงการนี้ให้การยอมรับเรื่องที่มีการทดลองเรื่องการ สะท้อนของแสงกับสีต่างๆ ที่เราเห็นๆ ว่าค่าสีเทา 18% เป็นค่าการสะท้อนที่ให้ค่าการสะท้อนปริมาณแสงที่ถูกต ้องและสม่ำเสมอมากกว่าสีอื่นๆ ทีนี้บางคนไม่รู้ว่าสีเทาก็เทาซิ แล้วผมและดิฉันจะรู้ได้อย่างไรว่านี่มันกี่เปอร์เซนต ์ โอ้ยวุ่นวายกับชีวิตเสียจริง ถ้างั้นผมอยากให้คุณจดจำและเปรียบเทียบว่าอันไหนน่ะ สีเทา 18% อันไหนสีเทา เปอร์เซนต์อื่นๆ จากภาพๆ นี้ มันจะลำบากหน่อยในตอนต้น แต่ผมอยากบอกว่าต้องคอยสังเกตและจดจำ เพี้ยนได้ครับ อาจไม่ต้อง 18% เป๊ะๆ แต่ใกล้เคียงก็ถือว่าใช้ได้แล้วครับ ที่เหลือก็ใช้การชดเชยแสงเอา ซึ่งเรื่องนี้ไว้อธิบายทีหลังครับ



เห็นช่องสีเหล่านี้ใช่ไหมครับ เอ...ไหนว่าจะให้ดูภาพที่เป็นสีเทา 18% ไงทำไมมีสีติดมาด้วย ก็เพราะโลกเราและตาเรานั้นไม่ได้เป็นขาวดำนะซิครับ มันดันเห็นสีได้ตั้ง 16.8 ล้านสี แต่แปลกไหมเรารู้จักมันทุกสีเลยนะ แต่บอกความแตกต่างแบบละเอียดได้ยากเท่านั้น สีที่คุณเห็นทั้งหมดนี้ให้ค่าการสะท้อนใกล้เคียงมากๆ กับสีเทา 18% และเราควรจะวัดแสงตรงจุดที่ใกล้เคียงสีเทา 18% เหล่านี้แหละรับรองเจ๋งเป้งเลย เพราะฉะนั้นรู้แล้วใช่ไหมว่าควรจะวัดแสงในสภาพชีวิตจ ริงๆ ตรงไหน (ถ้ายังไม่รู้เอามะเหงกเขกตัวเองหนึ่งที)



อย่าลืมนะจำสีเทา 18% ให้ได้ก่อน ส่วนสีอื่นๆ ก็จำเท่าที่เห็นหลักๆ นี่แหละครับ ผมว่าพอเพียงแล้ว



แหมที่จริงบางคนพออ่านถึงตรงนี้แล้วก็ไปถ่ายภาพได้แล ้ว แต่ผมว่ารออ่านจบก่อนดีกว่าครับ เพราะยังมีรายละเอียดบางอย่างที่ผมยังไม่ได้เอ่ยถึงแ ละสำคัญเหมือนกัน คุณว่าไหมเรื่องนี้มันสำคัญแต่มีใครต่อหลายๆ คนไม่ยอมบอกกันง่ายๆ ซึ่งผมคิดว่านั่นคือความอ่อนแอ เพราะหลักสำคัญของการถ่ายภาพไม่ใช่วิธีที่จะถ่าย แต่อยู่ที่ช่วงขณะนั้น (Moment) ที่คุณจะมีโอกาสบันทึกมันหรือเปล่าอันนี้ยากกว่า และ มันอยู่ที่การที่เราได้เล่าเรื่องราวผ่านมุมมอง และความคิดของเรา ให้คนอื่นๆ ฟังอย่างมีศิลป์ต่างห่าง ยิ่งมีคนบันทึกภาพได้มากเท่าไหร่ ผมกลับเห็นเป็นเรื่องที่ดี มากกว่าเสียอีก ส่วนเรื่องเทคนิค นั้นขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์อันเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล ว่าจะแบ่งบันหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:33:42 PM »

สืบเนื่องจากที่ผมแนะนำประเภทระบบวัดแสงและความเหมาะ สมในการใช้งานนั้น ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นอย่างนั้น หรือเหมาะกับทุกคนอย่างนั้นเสมอไปนะครับ โลกนี้เต็มไปด้วยสไตล์ครับ ใครทดลองและเห็นว่าแบบไหนเหมาะกับสภาพไหนและใช้ถ่ายร ูปได้ผลอย่างที่ต้องการ ผมถือว่านั่นแหละถูกต้องกว่าครับ ที่แนะนำไปเป็นแนวทางกลางๆ นะครับอาจทดลองแล้วเห็นว่า ตนเองอาจเหมาะและถนัดกับอีกแบบมากกว่าก็เลือกแนวนั้น ไปได้เลยครับ

ทีนี้ต่อเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยนะครับ การวัดแสงก็เพื่อให้ได้ค่าแสงที่ถูกต้อง แต่บางสถานการณ์คุณจะพบว่ามันมีเรื่องความต่างในเรื่ องแสงที่ทำให้เราได้ภาพที่แสงถูกต้องมาเพียงบางส่วน ไม่เห็นเหมือนกับที่ตาเราเห็น ก็เพราะว่าความสามารถในการรับช่องการรับแสงระหว่างตา กับฟิล์มหรือดิจิตอลนั้น ไม่สามารถเทียบกันได้ ตาคนเรานั้นยอดเยี่ยมกระเทียมดองมาก แต่กับความสามารถในการเก็บรายละเอียดส่วนต่างของฟิล์ มและดิจิตอลนั้นยังคงมีช่วงจำกัดอยู่ครับ เช่นเมื่อคุณถ่ายภาพโดยวัดแสงในส่วนที่สว่าง จะมีรายละเอียดส่วนมืดที่คุณเห็นแต่เก็บมาไม่ได้ และในขณะเดียวกันถ้าคุณวัดแสงในส่วนมืดให้พอดี รายละเอียดในส่วนสว่างจะหายไปด้วย มันเป็นอย่างนี้ ไม่ถือว่าผิดปกติครับ วิธีแก้ไขปัญหาพวกนี้มีหลายวิธี ถ้าทันสมัยหน่อยก็ใช้ความสามารถของดิจิตอลเข้าช่วย คือถ่ายมา 2 เฟรม แต่ล็อกตำแหน่งให้เหมือนกันนะครับ และถ่ายเก็บรายละเอียดทั้งส่วนมืด 1 เฟรม และส่วนสว่าง 1 เฟรม
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:35:03 PM »

แล้วนำมาผสมกันด้วยการแต่งภาพภายหลังก็จะได้ภาพที่ได ้รายละเอียดทั้งส่วนมืดและสว่างอย่างที่ต้องการเลย พอพูดถึงเรื่องการแต่งภาพก็อดอยากแสดงความเห็นเรื่อง ที่ว่า บางคนถือว่าการแต่งภาพเป็นการโกง ไม่ใช่ฝีมือ ภาพถ่ายที่ดีควรจะมาจากการถ่ายในครั้งเดียว หรือจะทำอะไรก็ทำมันซะตั้งแต่แรกนั่นแหละถึงจะเรียกว ่ามีฝีมือ ไม่ใช่มาปรับโน่นปรับนี่ทีหลัง “โกง”นี่ แต่ผมคิดอีกมุมหนึ่งครับ ผมคิดว่าถ้าจะวัดเรื่องการใช้เครื่องไม้เครื่องมือสน องอีโก้ใครบางคนก็ตามสบาย แต่ผมเป็นจำพวกถืองานที่ “ผล”ของงานและจินตนาการของคนที่ต้องการถ่ายทอดมากกว่ าอื่นใด ในโลกของระบบดิจิตอลแล้วผมคิดว่าการปรับตั้งอะไรต่าง ๆ มันไม่ได้ผิดอะไร ถ้ามันอยู่ในจินตนาการหรือวิธีที่เขาเลือกจะถ่ายทอดง านออกมา คนที่เห็นภาพจะตีความและจะชอบหรือไม่นั้นสุดแล้วแต่ (อันนี้ไม่ข้อพูดถึงเรื่องศีลธรรมและจริยธรรมนะครับ) ถ้าเป็นสมัยก่อนใช่การแต่งภาพนั้นไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะมันเหมือนกับการโกง เพราะทุกคนเริ่มต้นจากสิ่งๆ เดียวกันนั่นคือกล้อง เพราะฉะนั้นจะวัดผีมือกันก็ต้องวัดเฉพาะจากที่ถ่าย ไม่ใช่ที่ปรับปรุง แต่มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับปัจจุบัน ที่ผมเห็นว่ามันมีคุณลักษณะต่างกันไปตามกาลเวลาของมั น ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการโกง อย่างที่ใครๆ กังวลกัน ตรงข้ามคุณจะได้เห็นอะไรที่สร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น ถึงแม้คุณภาพบางอย่างจะยังเทียบไม่เท่าก็ตาม

วิธีที่คลาสสิคมากกับการควบคุมการเปิดรับแสงข องภาพคือการรู้จักระบบ zone system ของปรามจารย์ Ansel Adam ผมไม่ลงรายละเอียดเพราะมันจะยากไปสำหรับคนทั่วไป แต่ให้รู้ไว้ซึ่งหลักการนั่นคือ ถ้าคุณเก็บรายละเอียดส่วนกลางของโทนโดยรวมของภาพได้ คุณจะได้รายละเอียดของส่วนที่มืดหรือสว่างกว่าค่ากลา งนี้ไปด้วย ทำให้เมื่อคุณต้องการรายละเอียดส่วนอื่นที่ไม่แสดงออ กให้แห็นแต่สามารถดึงเอาออกมาได้(ภาษาห้องมืด หรือคนที่เคยอัดภาพขาว-ดำรู้จักกันคือ Dot และ Burn) ทีหลังก็สามารถทำได้ เพราะเราเก็บช่วงค่ากลางนั้นมาได้แล้วนั่นเองครับ ในรายละเอียดแล้วผมขอแนะนำให้คนที่เอาจริงเอาจังกับก ารเก็บรายละเอียดได้หาหนังสือมาอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวก ับช่างภาพชาวอเมริกันผู้เป็นตำนานคนนี้รับรองไม่ผิดหวังครับ
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2008, 10:36:11 PM »

ถ้าคุณคิดว่ามันยุ่งยากสำหรับการจำสีหรือส่วนที่จะวั ดแสงให้เหมือนค่าเทากลาง 18% เชิญวิธีนี้ครับ นั่นคือกลับไปที่จุดเริ่มต้นของการบันทึกภาพ นั่นคือ เราบันทึกแสง ดังนั้นให้พิจารณาว่าแสงที่เราจะเจอปัญหาที่จะเกิดกั บภาพมีอยู่ด้วยกัน 2 กรณี นั่นคือ สว่างกว่าปกติ และมืดกว่าปกติ หรือ Over exposure & Under exposure

กรณีที่เรามักได้ค่าการบันทึกไปในทางสว่างมากกว่าปกต ิ (Over exposure ) เพราะสภาพแสงสะท้อนจากวัตถุ หรือตัวแบบ (Subject)มันเป็นโทนมืด เซลวัดแสงถูกหลอกให้กล้องเปิดรับแสงมากกว่าปกติ วิธีแก้ให้ได้ค่าที่พอดีให้คุณชดเชยแสงไปในลบ เช่น เมื่อคุณวัดแสงได้ที่ f5.6 s1/60 ถ้าคุณต้องการความชัดลึก และพอใจกับ Shutter speed นี้อยู่แล้ว ก็ให้ปรับเป็น f8 s1/60 ถ้าคุณคิดว่าอยากให้ภาพคุณได้ความเคลื่อนไหวที่นิ่งม ากขึ้นและพอใจกับช่วงความชัดลึกที่ f.5.6 ก็ปรับ s1/125 ก็เท่ากับว่าคุณชดเชยแสงไป 1 สตอป* ทั้งนี้ปริมาณการชดเชยนั้นจะแตกต่างกันไป ปริมาณการสะท้อนของแสง ดังนั้นทางที่ดีคุณควรทำการถ่ายภาพคร่อมไว้ด้วย อย่าไปนึกว่าเป็นวิธีการมือสมัครเล่น มือโปรก็เห็นถ่ายกันตายกันถมไป น้อยครับที่ถ่ายรูปเดียว ชัวร์เลย ผมว่ามีตัวเลือกมากกว่ายังดีกว่าไม่มีโอกาสจะถ่ายแบบ นั้นอีกนะครับ ยิ่งเราใช้ประโยชน์จากดิจิตอลไฟล์ได้โดยไม่ต้องมีค่า ใช้จ่ายก็น่าจะลองเพื่อให้เกิดความรู้ ก่อนจะแน่หรือเริ่มเชี่ยวแล้วก็จะรู้เองว่าควรชดเชยป ระมาณไหน

กรณีที่เรามักได้ค่าการบันทึกไปในทางมืดมากกว่าปกติ (Under exposure) เพราะสภาพแสงสะท้อนจากวัตถุ หรือตัวแบบ (Subject)มันเป็นโทนสว่าง เซลวัดแสงถูกหลอกให้กล้องเปิดรับแสงน้อยกว่าปกติ วิธีแก้ให้ได้ค่าที่พอดีให้คุณชดเชยแสงไปในทางบวก กรณีนี้อย่างเช่นไปถ่ายในสภาพวัตถุที่มีการสะท้อนแสง สูง เช่นสีขาวของเจดีย์ หรือผ้าขาวเป็นต้น (บ้านเราพอดีไม่มีหิมะเลยไม่อยากยกเป็นตัวอย่าง) ดังนั้นจากค่าการวัดแสงที่อ่านได้ f 5.6 s1/500 ก็สามารถปรับได้ทั้งค่า f และ s เหมือนด้านบน ค่าเหล่านี้ได้ผลเหมือนกัน คือปรับบวก 1 สตอป* ได้แก่ f 5.6 s1/250 และ f 4 s1/500

*ทั้งนี้ค่าการชดเชยส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง ½ - 2 สตอป

ขอให้ระวังนิดหนึ่งนั่นคือ บางคนใช้หลักการนี้กับการถ่ายภาพวัตถุสีดำบนพื้นขาว หรือหลังสว่าง และทางกลับกันนั่นคือวัตถุสีขาวบนพื้นดำ หรือหลังมืด ทีนี้จะทำอย่างไรกับชีวิตดี...ไม่ยากครับ คุณวัดแสงไปที่จุดไหนละครับ และวัตถุที่คุณวัดนั้นตรงกับข้อไหนที่ผมบอกก็ตามนั้น ละครับ ใช้เป็นกรณีเดียวกับคนผิวคล้ำ กับคนผิวขาวด้วยนะครับ

นอกจากเรื่องการวัดแสงแล้วยังมีเรื่องสำคัญกว่านั้นน ั่นคือ ความคิด ครับ ผมรู้สึกว่าการถ่ายภาพคือการเล่าเรื่องด้วยภาพ ดังนั้นโจทย์คือคุณต้องการจะบอกอะไร หรือจะบันทึกเพื่ออะไร คำตอบนั้นคุณคนเดียวเท่านั้นจะนึกได้ นั่นคือความแตกต่างระหว่าง การถ่ายภาพแบบไม่มีความคิด ที่ไม่รู้สึกถึงอะไรที่ถ่ายทอดออกมาเลย จืดราวกับก๋วยเตี๋ยวเฮียลืมปรุงอะไรอย่างนั้น
บันทึกการเข้า


หน้า: [1] 2   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 

กระโดดไป: