พฤศจิกายน 28, 2014, 09:47:18 AM
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน *

เกร็ดเครื่องเสียง: HDCD, XRCD คืออะไร?
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  

  เกร็ดเครื่องเสียง: HDCD, XRCD คืออะไร?
ผู้เขียน ข้อความ
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: เมษายน 07, 2011, 06:41:16 PM »

กร็ดเครื่องเสียง: HDCD, XRCD คืออะไร?
ที่มา ...sound-map.com


เกร็ดเครื่องเสียง: HDCD, XRCD คืออะไร?



ขั้นตอนของการผลิต แผ่น CD ในระดับอุตสาหกรรมนั้น โดยทั่วไปแล้วทางโรงงานจะได้รับตัว Master ต้นฉบับจากทางต้นสังกัดในรูปของม้วนเทปแบบ U-matic ทั้งนี้ไม่ว่าทางต้นสังกัดจะใช้ความพิถีพิถันในขั้นตอนของการเตรียม Master ต้นฉบับให้ดีเลิศเพียงใดก็ตาม คุณภาพของแผ่น CD ที่ได้ออกมาจากกระบวนการผลิตของโรงงานก็กลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่คล้าย กับว่าต้องอาศัยโชคช่วยภาวนาอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการเดินทางของกระบวนข้อมูล Digital Streaming นั้นมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องอยู่มากมาย ในขณะที่ความเข้าใจของคนทั่วไปกลับคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรที่มากไปกว่าการส่งถ ่ายตัวเลขแค่ 2 ตัวคือ 0 กับ 1

ด้วยเหตุที่ว่า การเดินทางของสัญญาณโดยนับเริ่มจากตัว Original Master ต้นฉบับที่กว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางซึ่งก็คือแผ่น CD นั้นมีอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการอยู่มากมาย และแน่นอนที่สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของเนื้องานที่ได้อย่างไม่ ต้องสงสัย

จากการค้นคว้าวิจัยทำให้ JVC ได้ตระหนักว่าแผ่น CD ทั่วๆ ไปในท้องตลาดที่มาจากกระบวนการผลิตที่ขาดความพิถีพิถันอย่างเพียงพอนั้นจะมี คุณภาพเสียงที่ด้อยกว่าที่ควรจะเป็นอยู่มากหากเปรียบเทียบกับขีดขั้นความสาม ารถของเทคโนโลยีที่สามารถจะให้ออกมาได้จริงๆ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วทาง JVC จึงได้คิดค้นและออกแบบกระบวนการผลิตแผ่น CD ขึ้นมาใหม่ โดยหวังให้มีการสูญเสียคุณภาพน้อยกว่าหากเปรียบเทียบกับกระบวนการผลิตทั่วๆ ไป

กระบวนการผลิตแผ่น CD ที่มีความพิถีพิถันมากเป็นพิเศษจึงถือกำเนิดขึ้น โดยทาง JVC ได้ตั้งชื่อให้กับผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลลัพธ์จากกระบวนการนี้ว่า Extended Resolution Compact Disc หรือ XRCD นั่นเอง ซึ่งก็ได้สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้กับผู้ใช้งานทั่วไปในวงกว้าง หากแต่ในความเป็นจริงนั้น XRCD ก็คือแผ่น CD ธรรมดาๆ ที่มีข้อมูลบันทึกอยู่ในรูปแบบ 16-bit PCM Digital และสามารถใช้ได้กับเครื่องเล่น CD Player ปกติทั่วๆ ไปโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์หรือวงจรถอดรหัสพิเศษอื่นใดเข้ามาเกี่ยวข้อง สำหรับการใช้งานแผ่น XRCD นี้



การผลิตแผ่น XRCD นั้นจะใช้ความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนเริ่มตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งก็คือตัว Master ต้นฉบับไปถึงจุดสุดท้ายปลายกระบวนการ ซึ่งก็คือการตัดเป็นตัวแผ่น XRCD ออกมา โดยมีเทคโนโลยี K2 Super Coding ที่เปรียบเสมือนเป็นเฟืองจักรตัวสำคัญในหลายๆ ส่วนของกระบวนการผลิต อุปกรณ์ที่ใช้ในขั้นตอนต่างๆ จะได้รับการเลือกสรรมาเป็นอย่างดี ให้ความสำคัญกับความสะอาดของระบบไฟฟ้า, ระบบการตรวจเทียบความสอดคล้องเชิงเวลาของสัญญาณ Digital ในแต่ละขั้นตอน, รูปลักษณะการเชื่อมต่อรวมถึงคุณภาพของสายสัญญาณต่างๆ แม้แต่ชนิดของเนื้อวัสดุที่ใช้ทำตัวแผ่น XRCD ก็มีการทดสอบฟังเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพเสียงที่ได้อย่างระมัดระวังก่อนที่จะ ฟันธงกำหนดให้ใช้ Aluminum เป็นคำตอบสุดท้าย

=============================



HDCD ย่อมาจาก High Definition Compatible Digital พัฒนาขึ้นโดยคุณ Keith Johnson และคุณ Pflash Pflaumer

HDCD เป็นชื่อของกระบวนการเข้าและถอดรหัส (Encode/Decode) แบบพิเศษสำหรับใช้บันทึกข้อมูลลงแผ่น CD ปกติทั่วไป (รวมถึงบางอัลบัมของแผ่น CD แบบ XRCD และ DVD-Audio ด้วย)

ในกรณีของ แผ่น CD Audio ทั่วๆ ไปนั้น ข้อมูลจะถูกบันทึกลงไปในแบบ PCM Digital ที่ความละเอียด 16 bits แต่สำหรับแผ่น CD ที่มีเครื่องหมาย HDCD นั้นจะมีการเพิ่มข้อมูลแฝงรวมเข้าไว้กับชุดข้อมูลปกติด้วยเทคนิคพิเศษซึ่งจะ ทำให้ได้ความละเอียดของข้อมูลเพิ่มขึ้นอีก 4 bits รวมได้เป็นความละเอียดที่ 20 bit ในขณะเดียวกันที่ยังสามารถใช้แผ่น HDCD นี้กับเครื่องเล่น CD แบบปกติทั่วไปได้



การจะได้รับอรรถ ประโยชน์จากแผ่น HDCD ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์นั้น เครื่องเล่น CD จะต้องมีออปชั่นการถอดรหัส HDCD ด้วย ซึ่งโดยปกติจะมีสัญลักษณ์ HDCD บอกไว้ที่หน้าปัดของเครื่องเล่น

ด้วยความละเอียดของข้อมูล HDCD ที่ 20 bits จะทำให้ได้คุณภาพเสียงสูงกว่าขีดข้อจำกัดของระบบข้อมูล 16 bits ของแผ่น CD ปกติทั่วๆ ไป แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้ผลิตด้วย และสำหรับแผ่น HDCD ที่มีคุณภาพเข้าขั้นแล้วก็จะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าแผ่น CD ในเวอร์ชั่นปกติในหลายๆ ด้าน
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 07, 2011, 06:45:34 PM »

สำหรับที่ชื่นชอบฟังเพลงจีนหวานๆ เพราะๆ กับแผ่น XRCD แนะนำแผ่นนี้ครับ

Tong Li - Tears of Missing

บันทึกเสียงมาดีมากๆ ใช้ทดสอบระบบเสียงได้ดีมากๆ ทั้งหูฟัง และเครื่องเสียงบ้าน ครับ


* cover.jpg (127.65 KB, 580x527 - ดู 565 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 07, 2011, 06:48:29 PM »

Tong Li - Missing You XRCD


* Cover.jpg (42.81 KB, 527x501 - ดู 594 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 07, 2011, 06:50:02 PM »

Tong Li - In March


* cover.jpg (31.86 KB, 357x329 - ดู 541 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า

ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 07, 2011, 06:59:00 PM »

=== SACD,HDCD,XRCD และ Audio DVD คืออะไร? ===
ที่มา ...pantip.com โดยคุณ sumat_kee


สวัสดีครับ  บทความชิ้นนี้ต้องขอบคุณคุณ  anusan  นะครับที่เคยเขียนบอกผมว่าอยากทราบ  จริงๆ  แล้วเรื่องนี้ผมว่าจะไม่เขียนเพราะผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของแผ่น  CD  ผู้เล่นใน  Gadget  ส่วนใหญ่จะใช้  MP3  ไม่น่าเกี่ยว  แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มีนักเล่นที่ต้องการคุณภาพเสียงจริงๆ  อยู่เหมือนกัน  และบางทีก็มีการบอกว่าเพลง  MP3  ที่เอามาให้โหลดนี่  Rip  จากแผ่น  SACD  บ้าง  HDCD  บ้าง  วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้กัน  ถือว่ารู้ไว้ใช่ว่า  ใส่บ่าแบกหามครับ  555

ตาม สไตล์ของผม  ผมจะไม่ค่อยชอบเขียนอะไรที่มันเป็นเชิงวิชาการเกินไป  ผมว่ามันน่าเบื่อ  เอาเป็นว่าเราจะมาคุยกันประมาณเล่าสู่กันฟังนะครับ  ว่าแล้วก็หาที่นั่งตามอัธยาศัย ^_^



ก่อนจะเริ่มต้องบอกให้ทราบก่อนว่าสิ่งที่ผมจะกล่าว ถึงทั้งหมดนี่ถ้าจะพูดกันง่ายๆ  ภาษาชาวบ้านก็คือ  แผ่น  CD  ที่มีความละเอียดสูงกว่า  CD Audio  ทั่วไปนั่นเองครับ  โดยความละเอียดของ  Audio CD  จะอยู่ที่  16 bit  และ sampling rate  44.1 kHz  หลายคนอาจจะเคยเห็นเลขเหล่านี้  แต่รู้ไหมว่ามันมาจากไหน  ตามผมมาเลย

sampling rate 44.1 kHz  อัตราหน้าปวดหัว

sampling rate  แปลตรงตัวว่าอัตราการสุ่ม  ในที่นี้หมายถึงการสุ่มดึงเอาเสียงมาช่วงหนึ่งนั่นเอง  คือเสียงเพลงตามปกตินั้นจะมีความถี่เป็นอนันต์  (กว้างมาก  ตั้งแต่ 0 Hz ไปจนถึง อินฟินิตี้ Hz)  แต่โดยปกติเสียงที่มนุษย์เราได้ยินนั้นอยู่ในย่านความถี่ต่ำสุด  20 Hz  สูงสุดประมาณ  22,050 Hz (22.05 kHz)  สูงหรือต่ำกว่านั้นเราจะไม่ได้ยิน  เขาจึงสุ่มมาแค่ช่วง 0 - 22.05 kHz  ก็พอ  แต่อัตรานี่จะเพิ่มขึ้นเป็น  2  เท่าของสัญญาณเสียงที่เราสนใจคือ  22,050 x 2 = 44,100 Hz  ครับ  นี่เป็นที่มาของ  sampling rate 44.1 kHz  (ข้อมูลเพิ่มเติมจากคุณ  Cepstrum  ครับ)

หมายความว่าถ้ามี  sampling rate  อยู่ที่  48 kHz  ก็จะรองรับความถี่เสียงตั้งแต่ 0 - 24,000 Hz

และถ้าอยู่ที่ 96 kHz  จะรองรับความถี่เสียงตั้งแต่ 0 - 48,000 Hz  รวมเอาเสียงที่ค้างคาวได้ยินมาด้วย  555

และถ้าอยู่ที่ 192 kHz  จะรองรับความถี่เสียงตั้งแต่ 0 - 96,000 Hz  ซึ่งรวมเอาเสียงที่มนุษย์ต่างดาวได้ยินมาด้วยเลยล่ะครับ  555

ส่วน  16 bit  ก็คือการเก็บข้อมูลเสียงลงในระบบคอมพิวเตอร์  โดยการแทนค่า  (คนที่เก่งคอมก็น่าจะรู้อยู่แล้วครับ)

1 bit  เก็บข้อมูลได้  2  ค่า  คือ  0  กับ  1
2 bit  เก็บข้อมูลได้  4  ค่า
3 bit  เก็บข้อมูลได้  8  ค่า
4 bit  เก็บข้อมูลได้  16  ค่า  ไปเรื่อยๆ  เป็นจำนวน 2 ยกกำลังนั่นเอง
.....
16 bit  เก็บข้อมูลได้  65,536  ค่า  (รายละเอียดของเสียง)

20 bit  เก็บข้อมูลได้  1,048,576  ค่า

24 bit  เก็บข้อมูลได้  16,777,216  ค่า  -  โอ้แม่เจ้าจะเอาไปเก็บอะไรเนี่ย  555

เฮ้อกว่าจะอธิบายเสร็จ  กินพาราไปสองเม็ด  555

แปลก่อน
แต่ละตัวนั้นมีชื่อย่อมาจากอะไรบ้าง
SACD = Super Audio Compact Disc
HDCD = High Definition Compactible Digital
XRCD = eXtended Resolution Compact Disc
Audio DVD = Audio DVD อ่ะ ' - -

ใครเป็นเจ้าของบ้าง
SACD = Sony และ Phillips
HDCD  =  แต่ก่อนเป็นของบริษัท  Pacific Microsonics  แต่ตอนนี้ถูกเทคโอเวอร์เป็นของเจ้าพ่อซอฟ์ตแวร์  Microsoft  ครับ
XRCD  =  JVC  ชื่อเต็ม  Victor Company of Japan  (มัน JVC  ตรงไหนว่ะ  ต้องย่อ VCJ  ต่างหาก  555)  เพิ่งรู้ว่าชื่อเดิมของมันก็คือ  Japan Victor Company Ltd.  ครับ  เพราะฉะนั้นย่อ  JVC  หน่ะถูกแล้ว  (ข้อมูลเพิ่มเติมจากคุณ  G-7  ครับ)
Audio DVD  =  อันนี้ไม่รู้ครับ  สงสัยใครทำก็ได้มั้ง  มันเป็น  Format  มาตรฐานประมาณ  Audio  CD

ว่าด้วยเทคโนโลยี

SACD
คนที่ทำคือ  Sony  กับ  Phillips  ได้จับมือกันผลิต  CD  ที่มีความละเอียดสูงออกมา  โดยใช้เทคนิค  DSD  (Direct Stream Digital)  ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า  Super  (สุโค่ย)  Audio  (เสียง)  CD  (แผ่นซีดี)  =  แผ่นซีดีเสียงสุโค่ย  555  มันจะต้องเสียงดีแน่ๆ  โดยครั้งแรกได้ทำออกมาที่ความละเอียด  20 bit  48 kHz  ต่อมาจึงได้ทำที่  24 bit  96 kHz  ตามลำดับ

SACD  ต้องมีเครื่องเล่นโดยเฉพาะจึงจะเล่นมันได้  เพราะเครื่องเล่น  CD  ธรรมดาอ่านได้แต่  16  bit  จึงมีการทำเป็น  CD  แบบสองชั้น  (Layer)  ชั้นแรกใส่แบบ  16 bit 44kHz  ธรรมดา  ชั้นสองถึงใส่ข้อมูล  SACD  ถ้าเป็นเครื่องเล่น  CD  ธรรมดาก็จะอ่านชั้นแรก  แต่ถ้าเป็นเครื่อง  SACD  ก็จะอ่านชั้นที่สองครับ  แล้วราคาเครื่องเล่น  SACD  ก็สมชื่อมันครับ  สุดยอดแพงจริงๆ  555  และแผ่นส่วนใหญ่ที่ผลิตออกมาจะเป็นของบริษัท  Sony  เอง  (Sony Music)  และบริษัทในเครือครับ



HDCD
เริ่มทำมาจากบริษัทในอเมริกาชื่อ  Pacific Microsonics  ซึ่งต้องการพัฒนาซีดีให้มีคุณภาพดีเพื่อใช้นำมาขายให้กับพวก  Audiophile  ทั้งหลาย  โดยได้เริ่มที่ความละเอียด  20 bit  48 kHz  และก็มาถึง  24 bit 96 kHz  ในปัจจุบันเช่นเดียวกัน

HDCD  ไม่ได้ใช้เทคนิค  2  Layer  เหมือนกับ  SACD  แต่ใช้เทคนิคเขียนโค้ดแทรกเอาไว้ที่แทรคสุดท้าย  (แทรคที่  16)  ถ้าคุณใช้เครื่องเล่น  CD  ธรรมดาก็จะอ่านได้  16 bit  ครับ  แต่ถ้าคุณมีเครื่องเล่น  HDCD   ตัวเครื่องจะทำการแปลงโค้ดตัวสุดท้ายให้  คุณก็จะได้ข้อมูล  20 bit  หรือ  24 bit  ตามแต่ที่เขาใส่มาครับ  เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่มีเครื่องเล่นก็หมดสิทธิ์ครับ  555

บริษัท  Pacific Microsonics  ผลิตแผ่น HDCD  ออกมาได้ระยะหนึ่ง  Microsoft  ซึ่งรวยมากไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร  (บริจาคก็เยอะแยะแล้วไม่หมดสักที  555)  เลยมาซื้อบริษัทต่างๆ  รวมถึงบริษัทนี้ด้วย  ช่วงหลังจึงเห็นตรา  HDCD  นี้พ่วงตรา  Microsoft  ไปด้วย  (ทำเอาผมซึ่งช้อบชอบตาบิล  เกตต์  เซ็งเลย)  Microsoft  ได้นำระบบเสียงนี้มาใช้กับเทคโนโลยีของตัวเอง  แผ่น  HDCD  ส่วนใหญ่จะเป็นแผ่นจาก  อเมริกา  ค่ายเพลงเล็กบ้างใหญ่บ้าง  แล้วแต่ซื้อลิขสิทธิ์ได้  ส่วนใหญ่จะเป็นงานเก่าๆ  แจ๊ส  บูลส์  คลาสสิกจะเยอะสักหน่อย  ไม่ค่อยเห็นร็อค



XRCD
JVC  เขามีห้องอัดเป็นของตัวเอง  ก็อยากจะมีแผ่นซีดีความละเอียดสูงขายกับเขาบ้างก็เลยเริ่มทำ  โดยใช้เทคนิคในห้องอัดของตัวเองที่เรียกว่า  K2  ในการบันทึก  ซึ่งก็เริ่มทำที่  20  bit  48 kHz  เช่นเดียวกัน  และก็ได้ออก  XRCD2  ซึ่งใช้ความละเอียด  24 bit  96 kHz  ตามมาทีหลัง

XRCD  ใช้เทคนิคไม่เหมือนคนอื่นคือไม่ได้มีโค้ด  20 bit  หรือ  24 bit  จริง  มีแค่  16  bit  เท่ากับ  CD  ธรรดาเท่านั้น  แต่ไปใช้ความสามารถในขั้นตอนการผลิตพยายามเข้ารหัส  (K2 Encoding)  ให้ได้เสียงเทียบเท่ากับ  20 bit  และ  24  bit  (ขั้นตอนตรงนี้ไปหาข้อมูลอ่านดูจะรู้ว่าวุ่นวายมากๆ  เลยครับ)  ทำให้เล่นกับเครื่องเล่น  CD  ธรรมดาได้เลย  ไม่ต้องใช้ตัวแปลงอะไรอีก  แผ่นที่ผลิตออกมาส่วนใหญ่จะเป็นของสังกัด  JVC  เองครับ  มีเพลงญี่ปุ่นเยอะครับ  ช่วงหลังเห็นมีการซื้อ  Master Tape  ดังๆ  มาทำด้วยครับ



Audio DVD
อันที่จริงเขาไม่ได้ ทำเพราะต้องการเสียงคุณภาพสูงหรอกครับ  แต่มาตรฐานของ  DVD  เขาก็กำหนดมาที่  24 bit  96kHz  หรือไม่ก็ 24 bit  192 kHz  อยู่แล้ว  ก็เลยทำให้ได้ความละเอียดที่สูงตามไปด้วย  (ไม่รู้จะละเอียดอะไรกันนักหนา)  555

แต่  Audio DVD  นี้มีข้อเสียต่างจาก  3  แบบข้างบน  คือ  ไม่สามารถเล่นกับเครื่องเล่น  CD  ธรรมดาได้  ต้องเล่นกับเครื่องเล่น  DVD  เท่านั้น  คนส่วนใหญ่ที่ชอบฟังเพลงจะมีเครื่องฟังเพลงแยกจากเครื่องดูหนังต่างหาก  ผมแทบไม่เคยเจอเครื่องเล่น  Audio DVD  อย่างเดียว  (คือดูหนังไม่ได้)  เลยครับ  และเสียงของเครื่องเล่น  DVD  ที่ดูหนังได้ด้วยโดยส่วนใหญ่พวกเล่นเครื่องเสียงมักบอกว่าเสียงไม่ดี  (ยกเว้นตัวแพงๆ  นะ  555)

แผ่นที่ผลิตออกมาก็ผลิตออกมาน้อยมาก  ไปผลิตพวกหนังซะมากกว่า  แผ่น  Audio DVD  เฉพาะจึงไม่ค่อยเห็น  ทำให้  Format  นี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในวงการเท่าไร



เปรียบเทียบเสียง

ผมว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ หลายๆ  คนอยากรู้  ผมว่าเปรียบเทียบยยาก  ถ้าทุกตัวบันทึกมาในความละเอียดเท่ากัน  เช่นที่  24 bit 96 kHz  ผมว่ามันก็น่าจะดีเหมือนกัน  แต่สไตล์เสียงแต่ยี่ห้อจะไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง  แต่ผมสามารถบอกได้อย่างหนึ่งว่าเจ้าแผ่นพวกนี้เสียงดีว่าแผ่น  Audio CD  ธรรมดามากครับพอสมควรเลยครับ  ต้องลองไปหามาฟังดู  เพราะบางแผ่นที่ดังๆ  นี่ทำออกมาทั้ง  SACD , HDCD , XRCD  และ  Audio DVD  เลย  บอกราคาไว้นิดหนึ่ง  แผ่นแท้พวกนี้ส่วนใหญ่จะมีราคาตั้งแต่ 1000  บาทเป็นต้นไป  จนเกือบ  2000  ก็มีครับ  เตรียมกระเป๋าฉีกได้เลย  555

(แต่ถ้าท่านเป็น  MP3 Lover  แล้วก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกครับ  เพราะยังไงมันก็จะต้องมาอยู่ที่  320 kbps  เหมือนกันนั่นแหละครับ  555)

สรุป

จะเห็นว่าที่จริงแล้วความละเอียดที่  20 bit  48 kHz  นี่เราก็แทบจะฟังไม่ออกอยู่แล้ว  เจ้า  24 bit 192 kHz  นี่ผมว่ามันออกจะเกินไปหน่อย  แต่มันก็เป็นเรื่องของเทคโนโลยีที่ต้องแข่งกันครับ  ก็เหมือนกล้อง  10  ล้าน  15  ล้าน  20  ล้านพิกเซล  ซึ่งอัดภาพได้ขนาดป้ายหาเสียงผู้แทนเลย  แต่ถามว่ามีใครเอาไปอัดไหม  ก็ไม่มี  บางทีใช้แค่  5  ล้านก็ยังเหลือเฟือครับ  แต่มันเป็นสิ่งที่เขาต้องแข่งกันครับเพื่อดึงดูดลูกค้า  เพราะฉะนั้นอยากให้เข้าใจครับจะได้ไม่ต้องไปตามอะไรมากมาย  เพราะในอนาคตมันมาแน่ครับ  Blue-ray Audio  ที่ความละเอียด  32 bit  384 kHz  (พระเจ้ายอดมันจอร์จมาก)  555

เพิ่มเติม
เครื่องแปลงเสียงจากอะนาล็อค  (Master Tape)  มาเป็นดิจิตอล  (D/A Converter)  ส่วนใหญ่ในโลกนี้จะความความละเอียดอยู่ที่  24 bit  96 kHz  ครับ
เช่น เดียวกับเครื่องบันทึกเสียงในห้องอัดในปัจจุบันก็บันทึกกันที่  24 bit 96 kHz  หรือ 24 bit 192 kHz  ครับ  แล้วจึงนำมาแปลงเป็น  16 bit 44.1 kHz  เพื่อตัดแผ่นอีกทีหนึ่งครับ

อ่านมามากแล้วหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านนะครับ
ขอบคุณที่ติดตามครับ  แล้วพบกันใหม่  สวัสดีครับ
บันทึกการเข้า

Electone
เพื่อพรุ่งนี้ ที่ดีกว่า
Global Moderator
Hero Member
****
ออนไลน์ ออนไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 70535



ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 08, 2011, 02:49:33 AM »

  ป๊าดๆๆๆๆ แผ่นราคาเหมือน DVD เมื่อก่อนเลยนะครับ ................................. Juey Juey
บันทึกการเข้า

ยินดีต้อนรับทุกๆท่านเข้าสู่บอร์ด Lannaphotoclub.com
ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 08, 2011, 10:27:58 AM »

  ป๊าดๆๆๆๆ แผ่นราคาเหมือน DVD เมื่อก่อนเลยนะครับ ................................. Juey Juey

อ๋า..........โหลดเป็น Lossless มาลองฟังดูก่อนครับท่านพี่ ....... Smiley
บันทึกการเข้า

Pokdang
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 138


เหอๆๆๆ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 08, 2011, 10:33:22 AM »

ยังไม่มี DAC 24/192 เลยครับ น่าเศร้า ยังไม่เคยมีโอกาสฟังเสียงแบบ 24 bit แบบจริง ๆ ซักที
เคยไปเดิน ๆ ดู DAC Weiss 202 ยอดนิยมก็ปาไปสองแสนกว่าบาท เหอ ๆๆๆ
บันทึกการเข้า
ningi
As Good as It Gets.
Moderator
Hero Member
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 14011


### NINGi's PIX ###


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 10, 2011, 07:00:18 AM »

ยังไม่มี DAC 24/192 เลยครับ น่าเศร้า ยังไม่เคยมีโอกาสฟังเสียงแบบ 24 bit แบบจริง ๆ ซักที
เคยไปเดิน ๆ ดู DAC Weiss 202 ยอดนิยมก็ปาไปสองแสนกว่าบาท เหอ ๆๆๆ

DAC ดีๆ ราคาแพงมากครับ

ตอนนี้ยังฟัง DAC 24/192 จาก AVR Onkyo ถูไถไปก่อนก็พอฟังได้ครับ
บันทึกการเข้า

Pokdang
น้องใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 138


เหอๆๆๆ


ดูรายละเอียด
« ตอบ #9 เมื่อ: เมษายน 10, 2011, 12:00:02 PM »

ผมก็อาศัย bur Browne ของเจ๊เกียวฟังไปก่อนเหมือนกันครับ 55
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 

กระโดดไป: